จากเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ล่าสุดคณะวิศวกรผู้เชี่ยวชาญยังคงลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเพลิงไหม้ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับการสะสมของก๊าซเชื้อเพลิงและวัสดุที่ใช้เหนือฝ้าเพดาน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว

น.ส.บุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บหลักฐานเพิ่มเติมภายในจุดเกิดเหตุว่า ตั้งแต่เริ่มเข้าตรวจสอบเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทีมวิศวกรได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงมีก๊าซเชื้อเพลิงสะสมอยู่ภายในอาคารในปริมาณมาก จนเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าวัสดุตกแต่งบริเวณฝ้าเพดานมีปริมาณไม่มากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่เมื่อสำรวจเหนือฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็ก กลับพบว่ามีการฉีดพ่นโฟมฉนวนกันความร้อนหนาประมาณ 3 นิ้ว ปกคลุมเกือบทั่วพื้นที่ และยังพบร่องรอยการถูกเพลิงไหม้ตั้งแต่การเข้าตรวจสอบครั้งแรก

น.ส.บุษกร อธิบายว่า พื้นที่เหนือฝ้าเพดานมีการฉีดพ่นโฟมเพื่อใช้เป็นฉนวนกันความร้อน โดยบริเวณที่เสียหายหนักที่สุดคือหน้าเวที ซึ่งจากภาพวิดีโอช่วงเกิดเหตุพบว่ามีกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมา ควันที่เห็นนั้นเป็นไอก๊าซเชื้อเพลิง สอดคล้องกับคำให้การของผู้รอดชีวิตหลายรายที่ระบุว่าได้กลิ่นฉุนจนแสบจมูก

เมื่อเกิดการอพยพและมีการเปิดประตูด้านหลัง อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่อาคาร ทำให้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ได้รับออกซิเจน ก่อนเกิดการลุกไหม้อย่างรุนแรงและเปลวไฟพุ่งออกมาตามช่องต่าง ๆ ของฝ้าเพดาน รวมถึงบริเวณที่มีการเจาะโฟม
สำหรับโฟมที่ใช้ภายในอาคาร ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นวัสดุที่มีการเติมสารหน่วงไฟหรือไม่ เนื่องจากต้องส่งตัวอย่างไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ โดยพบว่าโฟมส่วนใหญ่มีความหนาประมาณ 3 นิ้ว ขณะที่บริเวณเหนือเวทีและบาร์น้ำมีลักษณะการเคลือบแตกต่างจากจุดอื่น และพบว่าด้านบนของโฟมถูกเผาไหม้จนเหลือเพียงคราบเขม่า แต่เนื้อโฟมบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่
น.ส.บุษกร ระบุว่า แม้โฟมที่เติมสารหน่วงไฟจะสามารถชะลอการลุกติดไฟได้ในช่วงอุณหภูมิที่กำหนด แต่หากเกิดเพลิงไหม้ที่มีอุณหภูมิสูงเกินมาตรฐาน โฟมก็ยังสามารถติดไฟและกลายเป็นเชื้อเพลิงได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังเตือนว่า ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อน การเลือกใช้โฟมฉีดพ่นเป็นฉนวนกันความร้อนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยควรเลือกวัสดุที่มีคุณสมบัติไม่ลามไฟหรือจุดติดไฟได้ยาก พร้อมตรวจสอบระบบไฟฟ้าควบคู่กัน เพราะหากพื้นที่เหนือฝ้าเพดานเป็นพื้นที่ปิด ไม่มีการระบายความร้อน อาจทำให้ความร้อนสะสมและเร่งการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า จนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้
น.ส.บุษกร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการจำลองสถานการณ์พบว่า หากอาคารมีเพดานต่ำ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ความร้อนจะสะสมและแผ่ลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ทำให้ไฟลุกลามเร็วขึ้น ขณะเดียวกันชั้นควันจะลดระดับลงมาอยู่ในระดับการหายใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ภายในอาคารอย่างมาก
ทั้งนี้ ได้เสนอแนะให้อาคารที่มีการสะสมของเชื้อเพลิงจำนวนมาก ติดตั้งระบบระบายควันตามมาตรฐาน ทั้งระบบระบายควันตามธรรมชาติและระบบพัดลมระบายควัน เพื่อช่วยลดการสะสมของควันและความร้อน เพิ่มโอกาสในการอพยพ และช่วยลดอุณหภูมิของโครงสร้างอาคารระหว่างเกิดเหตุ

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 16 ก.ค. 2569 เวลา 10:00 น. มีรายงานว่า ผู้เสียชีวิตรวม จำนวน 33 ราย โดยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 27 ราย และเป็นผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง (กลุ่มสีแดง) ที่เสียชีวิตเพิ่มอีก 6 ราย ทราบอัตลักษณ์แล้วทั้ง 33 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 71 ราย มีรายละเอียดดังนี้
– กลุ่มอาการสีแดง (บาดเจ็บรุนแรง) 14 ราย
– กลุ่มอาการสีเหลือง (บาดเจ็บปานกลาง) 13 ราย
– กลุ่มอาการสีเขียว (บาดเจ็บเล็กน้อย) 44 ราย
ผู้บาดเจ็บกลุ่มสีเขียวเดินทางกลับบ้านแล้วทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม นาย สุวิชา ไศลบาท เจ้าของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มีรายงานอาการล่าสุดว่า รู้สึกตัวแล้ว แต่ใช่ว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเลือดยังเป็นสีดำอยู่ แต่ตอนนี้สามารถเขียนเพื่อคุยตอบโต้กับพยาบาลได้ แต่ยังไม่สามารถพูดคุยด้วยได้ ซึ่งในกระดาษที่ นาย เจ้าของโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นั้นเขียนว่า “ผมออกมาได้แล้ว ผมออกมาได้แล้ว แต่เข้าไปช่วยลูกค้า ออกมาคนสุดท้าย”

