พอเดินเข้าไปในห้องและเห็นเตียงแต่งงาน ฉันถึงกับช็อก ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ฉันแต่งงานตอนอายุ 37 ปี เพราะมีคนรู้จักแนะนำให้รู้จักกัน บ้านฉันมีพี่น้องหลายคน พ่อเสียตั้งแต่ฉันยังเด็ก หลังเรียนจบมัธยมปลาย ฉันก็เริ่มทำงานช่วยแม่เลี้ยงดูน้อง ๆ ฉันมีน้องถึง 4 คน คนที่ไม่ได้เรียนสูงก็รีบแต่งงานมีครอบครัวกันไป ส่วนน้องคนสุดท้องเรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ ฉันจึงพยายามทั้งส่งเสียให้น้องเรียนและดูแลแม่ไปพร้อมกัน
การต้องออกเรือนไปแต่งงานแล้วปล่อยให้แม่แก่ ๆ อยู่คนเดียว จริง ๆ แล้วฉันทำใจไม่ได้ แต่คนที่เป็นห่วงและอยากให้ฉันมีความสุขมากที่สุดกลับเป็นแม่เอง น้อง ๆ ต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว สุขภาพแม่ก็ไม่ค่อยดี แต่แม่บอกว่าถ้าฉันไม่ยอมมีความสุขของตัวเอง แม่ก็คงไม่สบายใจ
ต่อมามีคนแนะนำให้ฉันรู้จักกับลอง ความประทับใจแรกคือเขาเป็นผู้ชายสุภาพ มีงานมั่นคง ครอบครัวธรรมดาเรียบร้อย คิดว่าอายุขนาดนี้แล้วจะมัวมารัก ๆ เลิก ๆ อะไรอีก เราจึงจัดงานแต่งกันหลังคบหาดูใจกันเพียง 3 เดือน

หลังงานแต่งเสร็จ ช่วยกันเก็บกวาดและจัดทุกอย่างเรียบร้อย เราสองคนถึงได้ขึ้นไปนอน พอขึ้นไปถึงห้องหอก็เกือบห้าทุ่มแล้ว พอเปิดประตูเข้าไป เห็นเตียงแต่งงาน ฉันถึงกับยืนนิ่งไม่อยากเชื่อสายตา
ครอบครัวฝ่ายชายจัดห้องหอเป็นห้องเดิมที่ลองเคยอยู่ ข้าวของด้านในไม่มีอะไรใหม่เลย ยังเป็นตู้ เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ชุดเดิมทั้งหมด
ก่อนแต่งงาน ฉันเคยถามลองเรื่องการจัดห้องหอ เขาบอกว่าครอบครัวเขาจะเป็นคนจัดการให้ จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้เรียกร้องอะไรเยอะ ตู้เสื้อผ้าหรือโต๊ะเก้าอี้เก่าก็ใช้ได้ จะทิ้งก็เสียดาย เพราะฉันเป็นคนประหยัดอยู่แล้ว แต่พอเห็นเตียงแต่งงาน ฉันผิดหวังมากจริง ๆ

บนเตียงไม่มีของใหม่เลย ยังใช้ชุดเครื่องนอนเดิมของลอง แม้แต่ปลอกหมอนบางใบก็เหลืองเก่าแล้ว แต่ครอบครัวเขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใหม่ ฉันพยายามกลั้นความน้อยใจ แล้วถามสามีเบา ๆ ว่า
“คุณบอกว่าจะจัดห้องหอเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เตียงจะไม่เปลี่ยนก็ไม่เป็นไร แต่ผ้าปูที่นอนกับหมอน อย่างน้อยก็น่าจะซื้อใหม่ให้มีบรรยากาศหน่อยสิ”
พอเห็นฉันไม่พอใจ ลองก็หงุดหงิดทันที
“ยังใช้ได้ก็ใช้ไปสิ จะสำคัญอะไรนักหนา ถ้าพังเมื่อไหร่ เธออยากเปลี่ยนก็ไปซื้อเอง”
ฉันตอบกลับว่า
“แต่เครื่องนอนมันก็ไม่ได้แพงมากนะ วันแต่งงานมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต คนอื่นเขายังซื้อใหม่หมดทั้งห้อง ทั้งเตียงทั้งผ้าห่มหมอน ฉันไม่ได้เรียกร้องอะไร แค่ชุดเครื่องนอนใหม่ก็พอแล้ว…”

ลองตอบอย่างรำคาญว่า
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้วยังพูดไม่หยุดอีก บ้านคนอื่นเขาซื้อใหม่หมดก็จริง แต่เธอก็ไม่ดูตัวเองบ้างเหรอ อายุ 37 จะ 40 แล้ว เป็นป้าแก่ ๆ แล้วยังเรื่องมากอีก ฉันยังกลัวเลยว่าเธอจะมีลูกให้บ้านนี้ได้ไหม ยังจะมาบ่นเรื่องห้องหออีก!”
ฉันทั้งผิดหวัง น้อยใจ และเจ็บปวดกับคำพูดนั้นมาก สุดท้ายแล้วลองคงแต่งงานกับฉันเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ในใจเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและดูถูกฉันสารพัด ฉันเองก็รู้ว่าตัวเองไม่สาวไม่สวยแล้ว แต่แค่หวังอยากได้ชุดเครื่องนอนใหม่ มันมากเกินไปจริงหรือ?
ไม่ใช่แค่เรื่องห้องหอ ตั้งแต่ตอนคุยเรื่องจัดงานแต่ง ครอบครัวลองก็แสดงออกชัดว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับฉัน พวกเขาอยากจัดแบบง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด แม่ของฉันเป็นคนคิดถึงคนอื่นเสมอ และอยากให้ลูกสาวได้รับความรักจากครอบครัวฝ่ายชาย จึงไม่เรียกร้องอะไรเลย แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ครอบครัวลองดูถูกฉันจริง ๆ
ฉันสามารถเข้าใจและพร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามีได้ทุกอย่าง แต่ถ้าต้องยอมถูกดูถูกเพียงเพราะแต่งงานตอนอายุ 37 ฉันยอมไม่ได้ สู้กลับไปอยู่ดูแลแม่แก่ ๆ ยังดีกว่า!
คืนวันเข้าหอ ทั้งที่เรายังไม่ได้เข้าหอกันจริง ๆ ฉันก็เก็บของกลับบ้านแม่ทันที
แม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ห้ามอะไร ได้แต่ร้องไห้สงสารฉัน วันต่อมาลองโทรมาบอกว่า ถ้าฉันกลับไปขอโทษเขาและครอบครัว เขาจะยอมยกโทษให้ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธ
ฉันทำถูกแล้วใช่ไหมคะ?

