ชัชชาติ เผยให้ออกแล้ว 1 จนท.กทม. ขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ ลุยถอนสัญชาติเด็ก 24 ราย

ชัชชาติ เผยให้ออกแล้ว 1 จนท.กทม. ขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ ลุยถอนสัญชาติเด็ก 24 ราย ยันไม่ปกป้องใคร ผิดต้องฟัน พบผิดปกติ 6 เขต ร่วม รพ.เอกชน

เมื่อเวลา 12.18 น. วันที่ 23 ก.ค. 2569 ที่ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องปรามการทุจริตทางทะเบียน กรณีการตรวจพบการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรเท็จให้แก่บุตรของมารดาชาวต่างด้าว โดยระบุชื่อบิดาเป็นคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย

โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผบช.สพฐ. ในฐานะรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นายชัชชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า พบความผิดชัดเจนในกรณี “พ่อทิพย์” ที่นำชื่อชายไทยมาสวมเป็นบิดาเพื่อขอสัญชาติไทย โดยยืนยันตัวเลขเด็กที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดจริงแล้วจำนวน 24 ราย ซึ่งกทม.ได้สั่งให้ออกพนักงานราชการไปแล้ว 1 รายที่เกี่ยวข้องในระดับเขต

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่อง โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อเร่งประสานกรมการปกครองในการถอนสัญชาติและสำรวจตัวเลขผู้ที่เข้าข่ายความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น กรณีบิดาชาวไทยที่มีภรรยาหลายคนและล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมดซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพบข้อมูลว่ามีการขายแพ็กเกจสำหรับการกระทำดังกล่าว ในส่วนกทม. จะตรวจสอบวินัยระเบียบราชการและแนวปฏิบัติภายในเขต เช่น การตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ติดต่อกับโรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยง

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกในโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองและสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) ทั้งนี้พบความผิดปกติใน 6 เขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่นั้นๆ เช่น เขตราชเทวีที่มีโรงพยาบาลถึง 13 แห่ง จึงต้องสืบสวนหาต้นตอต่อไป โดยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใคร เพราะความผิดนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ

“ปัญหาหนึ่งที่อาจจะเจอในอดีตคือบางครั้งเจ้าหน้าที่เราก็อาจจะให้ความไว้วางใจกับทางโรงพยาบาล เพราะเขามีความน่าเชื่อถือ ส่งข้อมูลมาบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้คิดว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ตรวจสอบละเอียด ซึ่งการทุจริตก็คงมี เพราะเรามีการให้พนักงานออกไปแล้ว”

“บางทีมันอาจเป็นเรื่องความคาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตแบบนี้และเป็นการเชื่อโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเราต้องไปสืบถึงต้นตออีกทีหนึ่ง แต่เราไม่ได้ปกป้องใคร ผิดก็ต้องฟัน เพราะถือว่ามีความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก” ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าว

ด้านนายธนิต กล่าวว่า ได้รับสั่งการจากผู้ว่าฯกทม. ให้ตรวจสอบทุกเขต โดยเฉพาะความรัดกุมในการแจ้งเกิดกรณีมารดาเป็นชาวต่างด้าวและบิดาเป็นชาวไทย ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานพบประเด็นปัญหาใน 8 สำนักงานเขต นอกเหนือจากเขตธนบุรีที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้

นายธนิต กล่าวต่อว่า มาตรการใหม่จะกำหนดให้มีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนบุตรของบิดาชาวไทยว่าเกิดจากมารดาคนเดียวกันหรือไม่ และเพิ่มขั้นตอนให้หัวหน้าฝ่ายทะเบียนระดับชำนาญการพิเศษเป็นผู้อนุมัติและตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทำสมุดคุมการแจ้งเกิดกรณีกลุ่มเสี่ยงนี้เป็นการเฉพาะ

นายธนิต กล่าวอีกว่า สำหรับรายชื่อ 24 รายที่ยืนยันความผิดแล้ว สำนักงานเขตจะดำเนินการยกเลิกเพิกถอนสูติบัตรใบเดิมและออกใบใหม่ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้แก่เด็ก ส่วนเคสที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังจะแจ้งกรมการปกครองเพื่อระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนหรือ “ล็อกข้อมูล” ไว้ก่อน หากไม่สามารถตรวจ DNA ได้หรือไม่มาให้ข้อเท็จจริงตามระเบียบก็จะดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน ซึ่งโมเดลการทำงานนี้จะใช้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันสามฝ่ายระหว่าง กทม. กรมการปกครอง และตำรวจ เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีให้รวดเร็วขึ้น โดยระบุว่าปัญหาสำคัญคือการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาจำนวนรายที่แท้จริง หากมีหลักฐานเพียงพอจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่เว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลการตรวจสอบในอีกหลายเขตพื้นที่รอยต่อในกรุงเทพมหานคร

นายธนิต กล่าวอีกว่า การเพิกถอนสูติบัตรเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องถิ่น โดยปัจจุบันสำนักงานเขตได้ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 24 ราย และออกสูติบัตรรายการที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้ใหม่ทันที

นายธนิต กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการปกครองได้สั่งการหรือมีมาตรการไว้อยู่แล้ว ขณะที่กรณีเฝ้าระวัง กรุงเทพมหานครจะออกมาตรการล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์ก็จะมีการเพิกถอนสูติบัตร

จากข้อมูลการตรวจสอบการรับแจ้งเกิด กรณีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นคนต่างด้าว ระหว่างปี 60-69 พบความผิดปกติ 8 เขต รวม 633 กรณี ได้แก่ เขตธนบุรี มีมูลบิดาเป็นเท็จ 22 กรณี มีเหตุอันควรสงสัย 92 กรณี, เขตบางกอกน้อย พบความเสี่ยงสูง 3 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี, เขตบางขุนเทียน มีมูลบิดาเป็นเท็จ 3 กรณี มีความเสี่ยงสูง 1 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัยอีก 268 กรณี

เขตบางรัก มีความเสี่ยงสูง 2 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 27 กรณี, เขตภาษีเจริญ มีมูลบิดาเป็นเท็จ 2 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 103 กรณี, เขตคลองสาน มีเหตุอันควรสงสัย 2 กรณี, เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีความเสี่ยงสูง 5 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี และเขตห้วยขวาง มีมูลบิดาเป็นเท็จ 5 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 66 กรณี

อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบการออกใบสูติบัตรให้ชาวต่างชาติ ย้อนหลังไป 10 ปี พบมี 1,400 ราย หากพบมีมูลเป็นเท็จ จะยกเลิกใบสูติบัตร หากพบมีความเสี่ยงสูงหรือมีเหตุอันควร จะล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์ จึงจะมีการเพิกถอนสูติบัตร

ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจได้ดำเนินการร่วมกับกรมการปกครองอยู่แล้ว และวันนี้ได้จับมือกับ กทม.เพื่อ เดินหน้าให้รวดเร็ว เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นใหม่ไม่น่าจะมีแล้วเพราะมาตรการฝ่ายปกครองเข้มงวด แต่ปัญหาคือ การตรวจสอบย้อนหลังว่ามีกรณีทณีกระทำผิดกี่ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

พล.ต.ต.ธีระชัย กล่าวต่อว่า อันดับแรกคือ ต้องดำเนินการยกเลิกสูติบัตร หากมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องดำเนินคดีทุกราย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นภัยความมั่นคง ยืนยันว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ร้องเข้ามา อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกหลายเขต.