วันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ชี้แจงกรณีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีเสียงสะท้อนความกังวลจากหลายฝ่าย ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และชายแดนอื่น ๆ ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักสากลอย่างเคร่งครัด
นายพิเชฐระบุว่า การเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้าถึงการศึกษา เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 และเป็นความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยระหว่างปี 2019–2025 มีรัฐภาคีเข้าร่วมถึง 196 ประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ตลอดจนประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และอเมริกาใต้
ขณะเดียวกัน ยังมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย จากเดิมที่จำกัดเฉพาะบางกลุ่มหรือบางระดับการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยสามารถเข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายด้านการศึกษากำหนดชัดเจนว่า เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ชาติพันธุ์ สถานะทางสังคม ทรัพย์สิน ความพิการ หรือสถานะอื่นใด เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีอย่างมีคุณภาพ และต้องได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยจากความรุนแรงในโรงเรียน
การเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กกลุ่มดังกล่าว ยังช่วยสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม เสริมความปลอดภัยด้านสาธารณสุข แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และปลูกฝังความตระหนักรู้ในคุณค่าของแผ่นดิน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาว
สำหรับประกาศฉบับล่าสุด พ.ศ. 2568 ได้มีการปรับปรุงจากประกาศปี พ.ศ. 2562 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกำหนดให้สถานศึกษาใช้ระบบรหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) สำหรับผู้ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เพื่อใช้ยืนยันตัวตนในการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น
“สพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนทุกพื้นที่ของประเทศ ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าเชื้อชาติหรือสัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยไม่มีการทอดทิ้งหรือลิดรอนสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด” นายพิเชฐ กล่าว
พร้อมย้ำว่า ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการรับนักเรียนกลุ่มดังกล่าวตามระเบียบ ประกาศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ขอให้ผู้ปกครองและประชาชนมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไทย และกระทรวงศึกษาธิการจะมุ่งส่งเสริมสิทธิเด็กให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป
